ไขปริศนา...น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น

ไขปริศนา...น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น

น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น เป็นน้ำมันที่ได้มาจากไขมันในเนื้อสีขาวของลูกมะพร้าว โดยนำมาสกัดแยกน้ำมันออกจากเนื้อมะพร้าวด้วยวิธีสกัดเย็น ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ใช้ความร้อน ไม่ต้องผ่านกระบวนการทางเคมี

น้ำมันมะพร้าวมักสกัดด้วยกระบวนการทางธรรมชาติ ซึ่งน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์จะมีลักษณะใสเหมือนน้ำ ไม่มีสี ไม่มีตะกอน ไม่มีกลิ่นเหม็นหืน มีเพียงกลิ่นหอมอ่อนๆของมะพร้าวปนมาบ้าง จึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัยและสามารถรับประทานได้

น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมมากในเรื่องสรรพคุณที่ดีเยี่ยมต่อร่างกาย น้ำมันมะพร้าว เป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าน้ำมันชนิดอื่น เพราะมีกรดไขมันอิ่มตัวขนาดโมเลกุลปานกลาง เมื่อรับประทานเข้าไปจะถูกเผาผลาญได้เร็ว มีแร่ธาตุและวิตามินที่สำคัญ เช่น วิตามินเอ ดี อี เค แคลเซียม แมกนีเซียม เบต้าแคโรทีน ที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้งานได้ทันที

น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติที่โดดเด่นซึ่งไม่มีในพืชน้ำมันอื่น ๆ ดังนี้

  • น้ำมันมะพร้าวเป็นกรดไขมันอิ่มตัว (Saturated Fatty Acids) น้ำมันมะพร้าวประกอบด้วยกรดไขมันอิ่มตัวประมาณ 92%  ซึ่งกรดไขมันอิ่มตัวในน้ำมันมะพร้าวแตกต่างจากกรดไขมันอิ่มตัวจากสัตว์ ชนิดตรงกันข้ามเลยทีเดียว ข้อดีของความเป็นกรดไขมันอิ่มตัวของน้ำมันมะพร้าวก็คือจะไม่เปิดโอกาสให้ไฮโดรเจนและออกซิเจนเข้าแทรกจึงไม่เกิดอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุแห่งความเสื่อมมากมาย
  • น้ำมันมะพร้าวเป็นกรดไขมันขนาดกลาง (Medium chain fatty acids – MCFAs) ซึ่งทำให้ดูดซึมได้รวดเร็ว เมื่อบริโภคเข้าไปแล้วจะผ่านจากกระเพาะไปยังลำไส้ เข้าไปในกระแสเลือด แล้วเปลี่ยนไปเป็นพลังงานที่ตับอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่เกิดไขมันสะสมในร่างกาย
  • น้ำมันมะพร้าวมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ (Antioxidant) ที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยต่อต้านการเติมออกซิเจนที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งสารแอนตี้ออกซิแดนซ์ที่มีในน้ำมันมะพร้าวมีดังนี้
    • วิตามินอี ในน้ำมันมะพร้าวประกอบไปด้วยวิตมินอีในรูปแบบ Tocopherol และ Tocotrienol ซึ่ง Tocopherol มีประสิทธิภาสูงกว่า Tocotrienol ที่มีอยู่ในเครื่องสำอางทั่วไปถึง 40-60 เท่า
    • สารฟีนอล ในน้ำมันมะพร้าวมีสารฟีนอล  (Phytosterol) ในรูปแบบของกรดแกลลิก (Gallic acid) ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ ต้านแบคทีเรียก่อโรคผิวหนังหรือสิวอักเสบ
    • สารไฟโตสเตอรอล ในน้ำมันมะพร้าวมีสารไฟโตสเตอรอล (Phytosterol) ซึ่งจะทำหน้าที่ต่อต้านการเติมออกซิเจน
  • น้ำมันมะพร้าวมีสารฆ่าเชื้อโรค น้ำมันมะพร้าวมีกรดลอริก (Lauric Acid)  C=12) อยู่สูง ประมาณ 48-53% เมื่อบริโภคเข้าไปแล้วจะเปลี่ยนไปเป็นโมโนกลีเซอไรด์ทื่ชื่อโมโนลอริน (Monolaurin) ซึ่งเป็นสารตัวเดียวกันกับที่อยู่ในน้ำนมเหลือง (Colostrum) ของน้ำนมแม่ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทารก โมโนลอรินจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน และมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค แบคทีเรีย รวมถึงไวรัสต่าง ๆ บางชนิดได้

    โมโนลอริน ซึ่งเป็นโมโนเอสเทอร์ของกรดลอริก จากการศึกษาพบว่าโมโนลอรินเป็น Non-ionic surfactant ที่มีประสิทธิภาพในการทำลายหรือยับยั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้ดีกว่ากรดลอริก โมโนลอรินสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์ โปรโตซัว และไวรัสบางชนิดที่ยาปฏิชีวนะทั่วไปทำลายไม่ได้เนื่องจากมีเกราะที่เป็นไขมันห่อหุ้ม

    กลไกในการต้านไวรัสของกรดลอริกและโมโนลอริน มี 3 ประการ คือ
    • ทำให้เยื่อหุ้มไวรัสแตกตัว ซึ่งเป็นคุณสมบัติเด่นในการต้านไวรัสของกรดลอริก และโมโนลอริน
    • ทำการยับยั้งการเจริญพันธุ์ของไวรัส ซึ่งกรดลอริก เป็นสารยับยั้งที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด จากการศึกษาพบว่ากรดลอริก สามารถยับยั้งวงจรการเจริญพันธุ์ของไวรัสให้ช้าลง
    • ป้องกันการจับตัวของโปรตีนไวรัสกับเซลล์ของเหยื่อที่ไวรัสเข้าไปฝังตัว 
  • ความสามารถพิเศษในการฆ่าเชื้อโรคของน้ำมันมะพร้าว
    • ฆ่าเชื้อโรคเฉพาะเชื้อที่มีไขมันเป็นเยื่อบุเซลล์
    • ไม่ฆ่าเชื้อที่เป็นประโยชน์ เช่น แบคทีเรียในลำไส้
    • ไม่ทำให้เกิดการดื้อยา แตกต่างจากยาปฏิชีวนะ ซึ่งมักจะก่อให้เกิดการดื้อยา


 นอกจากนั้นน้ำมันมะพร้าวยังมีคุณประโยชน์ด้านอื่น ๆ อีกมากมายได้แก่

  • ช่วยต้านการอักเสบ มีการตีพิมพ์ในวารสาร Pharmaceutical Biology จากการศึกษาพบว่าน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นบริสุทธิ์ มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ สามารถช่วยลดการอักเสบในกล้ามเนื้อและข้อต่อได้เป็นอย่างดี  
    โดยปกติแล้วผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับไขข้ออักเสบจะรักษาโดยใช้ยาแผนปัจจุบัน แต่ในปัจจุบันหลายคนพยายามมองหาทางเลือกในการรักษาโดยวิธีธรรมชาติมากขึ้น น้ำมันมะพร้าวมักจะถูกใช้เป็นทางเลือกที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพมากวิธีหนึ่ง เนื่องจากมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มปริมาณเลือดไปยังบริเวณข้อต่อที่อักเสบ ช่วยลดอาการปวดและบวมได้เป็นอย่างดี
  • น้ำมันมะพร้าวช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง การรับประทานน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำ จะช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซับแคลเซียมและแม็กเนเซียมได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง
  • น้ำมันมะพร้าวเป็นประโยชน์กับทารกและตัวอ่อนในครรภ์ น้ำมันมะพร้าวช่วยให้ร่างกายดูดซับสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย นอกจากนั้นน้ำมันมะพร้าวประกอบด้วยกรดลอริก ซึ่งเป็นกรดไขมันที่พบได้ในน้ำนมแม่ การรับประทานน้ำมันมะพร้าวจึงเป็นการกระตุ้นให้น้ำนมแม่อุดมไปด้วยสารอาหาร และกรดลอริกจะช่วยฆ่าเชื้อโรค ทำให้ทารกแข็งแรง มีภูมิคุ้มกัน
  • น้ำมันมะพร้าวมีประโยชน์กับผู้มีปัญหาเรื่องตับ โดยปกแล้วเมื่อเรารับประทานอาหารประเภทไขมัน ที่เป็นกรดไขมันสายยาว จะย่อยยากต้องอาศัยน้ำดีและเอนไซม์จากตับเป็นตัวช่วยย่อย ทำให้เกิดปัญหากับผู้ที่มีปัญหาเรื่องตับ แต่สำหรับน้ำมันมะพร้าวซึ่งเป็นไขมันสายปานกลาง ย่อยง่าย สามารถย่อยได้แม้ในกระเพาะอาหาร จึงดีต่อผู้ที่มีปัญหาเรื่องตับ
  • น้ำมันมะพร้าวช่วยกระตุ้นต่อไทรอยด์ ผู้ที่มีปัญหาการทำงานของต่อมไทรอยด์ ที่ติดอยู่ในอัตราที่ต่ำเป็นเวลานาน หรือปัญหาไทรอยด์ต่ำ การรับประทานน้ำมันมะพร้าวจะช่วยกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์กลับมาทำงานได้ในอัตราปกติ
  • น้ำมันมะพร้าวช่วยปกป้องไต น้ำมันมะพร้าวช่วยปกป้องไตจากปัญหาแทรกซ้อนของผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ถ้าความเสียหายไม่รุนแรงเกินไป น้ำมันมะพร้าวจะช่วยให้อาการดีขึ้น แต่ถ้าความเสียหายของไตเกิดขึ้นอย่างถาวร น้ำมันมะพร้าวจะช่วยไม่ให้อาการเลวร้ายลงไปกว่าเดิม
  • น้ำมันมะพร้าวกับ HIV การทดลองเรื่องผลของน้ำมันมะพร้าวที่มีต่อไวรัส HIVทำขึ้นครั้งแรกที่ รพ.ซานลาซาโร ประเทศฟิลิปปินส์ ทดลองกับกลุ่มคนไข้อายุ 22-38 ปี ที่ไม่เคยรับการรักษา HIV มาก่อน ใช้เวลาทดลอง 6 เดือน ผลการทดลองวัดปริมาณไวรัสในเลือดและปริมาณของ CD4 (ปริมาณของเม็ดเลือดขาว) โดยให้คนไข้บางส่วนรับประทานน้ำมันมะพร้าววันละ 3.5 ช้อนโต๊ะ เป็นประจำทุกวัน และให้คนไข้บางส่วนรับประทานโมโนลอริน ซึ่งเป็นโมโนกลีเซอไรด์ของกรดลอริกในน้ำมันมะพร้าว เมื่อสิ้นสุดการทดลองพบว่าคนไข้ 8 ใน  14 คน มีปริมาณไวรัสในเลือดลดลง คนไข้อีก 5 คน มีปริมาณ CD4 เพิ่มขึ้น และอีก 11 คน มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการที่มีสุขภาพที่ดีขึ้น นพ.คอนราโด เดย์ริท กล่าวว่า ผลการทดลองนี้ยืนยันคำกล่าวที่ว่าน้ำมันมะพร้าวมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคและสามารถช่วยให้ปริมาณไวรัส HIV ลดลงได้
  • น้ำมันมะพร้าวช่วยกระตุ้นการขับถ่าย การรับประทานน้ำมันมะพร้าว โดยเฉพาะช่วงเวลาท้องว่าง จะช่วยกระตุ้นการขับถ่าย ดีท๊อกซ์ของเสียออกจากร่างกาย ทำลายเชื้อแบคทีเรียไม่ดีที่เกาะตามลำไส้ แต่ไม่ทำลายแบคทีเรียชนิดดี
  • เปลี่ยนไขมันสะสมไปเป็นพลังงาน น้ำมันมะพร้าวจะไปช่วยให้กระตุ้นต่อมไธรอยด์ทำงานได้ดีขึ้น ก่อให้เกิดความร้อนจากผลของ Thermogenesis ซึ่งช่วยในการเผลาผลาญอาหารที่บริโภคเข้าไปพร้อมกันให้เปลี่ยนเป็นพลังงาน แทนที่จะไปสะสมในร่างกาย ความร้อนที่เกิดขึ้นจึงไปช่วยสลายไขมันที่ร่างกายสะสมอยู่ก่อนหน้านั้นให้สลายตัวไปเป็นพลังงาน แทนที่จะไปสะสมเป็นไขมันในร่างกาย ความร้อนที่เกิดขึ้นจึงไปช่วยสลายไขมันที่ร่างกายสะสมอยู่ก่อนหน้านั้นให้สลายตัวไปเป็นพลังงาน
    นอกจากตัวมันเองจะไม่ไปสะสมเป็นไขมันแล้ว น้ำมันมะพร้าวยังไปช่วยดึงเอาไขมันที่ร่างกายสะสมไว้ก่อนหน้านั้นไปเปลี่ยนให้เป็นพลังงาน ดังนั้น น้ำมันมะพร้าวซึ่งเป็นกรดไขมันขนาดปานกลาง ที่นอกจากจะเปลี่ยนไปเป็นพลังานและไม่สะสมเป็นไขมันในร่างกายแล้ว ยังไปนำไขมันที่สะสมไว้ก่อนหน้าไปเปลี่ยนเป็นพลังงานอีกด้วย
  • น้ำมันมะพร้าวช่วยบำรุงผิว น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น นอกจากประโยชน์ด้านสุขภาพแล้ว น้ำมันมะพร้าวยังมีสรรพคุณที่โดดเด่นเป็นตัวช่วยเรื่องความสวยความงาม น้ำมันมะพร้าวมีวิตามินอีสูง ช่วยบำรุงผิว ให้เนียนนุ่มเปล่งปลั่ง คืนความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ลดฝ้า กระ
  • น้ำมันมะพร้าวช่วยดูแลรากผมและหนังศีรษะ น้ำมันมะพร้าวป้องกันผมร่วง ผมหงอก ผมแตกปลาย วิธีใช้น้ำมันมะพร้าวดูแลเส้นผมรากผมและหนังศีรษะ ให้ชโลมน้ำมันมะพร้าวให้ทั่วหนังศีรษะ ประมาณ 1-2 ช้อนชา นวดจนน้ำมันแทรกซึมทั่วหนังศีรษะ แล้วทิ้งไว้อย่างน้อย 15 นาที หรือนานกว่านั้นยิ่งดี หรือหมักทิ้งไว้ทั้งคืนก็ได้ค่อยล้างออกในตอนเช้า จะทำให้ผมนุ่มสลวยเงางามรังแคลดลงอีกด้วย

 

Powered by MakeWebEasy.com