อัลไซเมอร์ ความทรงจำที่หล่นหาย กับชีวิตที่ไม่ง่ายของคนใกล้ตัว

  • อัลไซเมอร์ ความทรงจำที่หล่นหาย กับชีวิตที่ไม่ง่ายของคนใกล้ตัว

โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer's disease)

โรคอัลไซเมอร์ เป็นภาวะสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุด โรคนี้จัดเป็นโรคความเสื่อมที่รักษาไม่หายและจัดเป็นอาการป่วยระยะสุดท้าย ถึงแม้ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์แต่ละคนจะมีอาการแตกต่างกันออกไป แต่ก็มีอาการที่พบร่วมกันหลายประการ 

อาการแรกสุดที่พบคือความเครียด ซึ่งมักจะเข้าใจผิดว่าเป็นอาการที่เกิดขึ้นเองตามอายุ อาการที่พบในระยะแรกคือการสูญเสียความจำ เช่นพยายามจำข้อมูลที่เรียนรู้เมื่อไม่นานมานี้ไม่ได้ เมื่อแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์จะยืนยันการวินิจฉัยโดยการประเมินพฤติกรรมและทดสอบการรู้ และมักตามด้วยการสแกนสมอง เมื่อโรคดำเนินไประยะหนึ่งผู้ป่วยจะมีอาการสับสน หงุดหงิดง่ายและก้าวร้าว อารมณ์แปรปรวน เสียความสามารถทางภาษา สูญเสียความทรงจำระยะยาว และเพิกเฉยต่อสิ่งต่างๆ เนื่องจากผู้ป่วยเสียการรับความรู้สึก และต่อมาจะสูญเสียการทำงานต่างๆ ของร่างกาย และอาจเสียชีวิตในที่สุด

เนื่องจากโรคอัลไซเมอร์เป็นโรคความเสื่อมที่รักษาไม่หาย การบำบัดและดูแลผู้ป่วยจึงนับเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะบทบาทของผู้ดูแลซึ่งมักจะเป็นคู่สมรสหรือญาติใกล้ชิด เป็นที่รับรู้ว่าโรคอัลไซเมอร์นั้นสร้างภาระให้แก่ผู้ดูแลอย่างมาก ทั้งในทางกาย ทางจิต ทางสังคมและเศรษฐกิจ


ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายขาด สมองของผู้ป่วยจะค่อยๆ เสื่อมลงไปโดยไม่สามารถฟื้นคืนกลับมาได้ แต่การนำผู้ป่วยมาพบแพทย์ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นจะช่วยยืดระยะเวลาการดำเนินโรค เพิ่มคุณภาพชีวิตของทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแล และป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเป้าหมายหลักของการรักษาโรคอัลไซเมอร์


สำหรับวิธีการดูแลรักษาผู้ป่วยมี 2 รูปแบบ คือ 


การรักษาด้วยการใช้ยา

โดยเป็นยาที่ช่วยควบคุมอาการต่างๆ ให้น้อยลงชั่วคราวแต่อาจไม่ช่วยในเรื่องของความจำมากนัก ยาดังกล่าวจะเข้าไปยับยั้งเอนไซม์ที่มาทำลายสารสื่อประสาทอะซีติลโคลีน เพื่อเพิ่มหรือปรับระดับของสารแอซิติลโคลีนไม่ให้ลดลงมากจนเกินไป ผู้ป่วยจึงสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ มีความสุขสดชื่นขึ้น ขณะเดียวกันผู้ดูแลก็ดูแลได้ง่ายขึ้น 

นอกจากนี้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการทางพฤติกรรมที่ค่อนข้างรุนแรง เช่น ก้าวร้าวมาก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาทางจิตเวชควบคู่กันไปด้วย


การรักษาโดยไม่ใช้ยา

เป็นการดูแลสมองและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย อาทิ

- จัดให้ผู้ป่วยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มีการศึกษาพบว่าการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (cardio exercise) ที่เน้นการเสริมสร้างความแข็งแรงของหัวใจและปอด เช่น การเดิน วันละ 20 นาที 4 วันต่อสัปดาห์จะช่วยให้สมองสดชื่นและยืดระยะเวลาการดำเนินโรคได้

- มีกิจกรรมให้ผู้ป่วยได้ออกไปนอกบ้านเป็นระยะๆ เพื่อพบปะผู้คน พูดคุยกับเพื่อนฝูง ญาติพี่น้องคนอื่นๆ นอกเหนือจากสมาชิกในบ้าน 

- ดูแลให้ผู้ป่วยได้นอนหลับอย่างมีคุณภาพตามสุขลักษณะการนอน เช่น ไม่ดื่มสารคาเฟอีนในช่วงเย็นหรือก่อนนอน ไม่ออกกำลังกายใกล้กับเวลานอน เข้านอนและตื่นนอนตรงเวลา ปรับความสว่างในห้องนอนให้มืดพอดี เพราะหากวงจรการนอนไม่ดีจะส่งผลต่อภูมิคุ้มกันของร่างกาย ความดันโลหิต น้ำหนัก และรวมถึงความจำด้วย 

- ดื่มน้ำให้พอเพียง เพื่อป้องกันภาวะเลือดหนืดหรือเลือดข้นซึ่งทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก สมองไม่สดชื่น หากไม่มีข้อห้าม เช่น มีโรคหัวใจหรือโรคไต ควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย 


ให้ความสำคัญกับสภาพจิตใจของผู้ป่วยและผู้ดูแล

เพราะโรคอัลไซเมอร์ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนทั้งครอบครัว การดูแลสภาพจิตใจของทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแลจึงสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ซึ่งแพทย์แนะนำแนวทางคร่าวๆ ไว้ดังนี้

- ผู้ดูแลต้องทำความเข้าใจและยอมรับว่าอาการต่างๆ ของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์นั้นเกิดขึ้นเนื่องจากโรคที่ผู้ป่วยเป็นไม่ใช่แกล้งทำ 

- ดูแลด้วยความโอบอ้อมอารี ไม่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง อับอาย หรือหงุดหงิด หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและการโต้เถียงเพราะไม่มีประโยชน์ แต่ควรพูดคุยในเรื่องที่ทำให้มีความสุข

- ผู้ดูแลต้องดูแลร่างกายและจิตใจของตนเองด้วย เพราะการดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ตลอดเวลาอาจก่อให้เกิดความเครียดหรือปัญหาด้านอารมณ์ได้ ฉะนั้น หากเครียดหรือรู้สึกแย่ควรหยุดพักให้ผู้อื่นมาดูแลแทน เมื่อสภาพร่างกายและจิตใจพร้อมแล้วจึงค่อยกลับมาทำหน้าที่ผู้ดูแลใหม่

- ความเข้าใจโรคและเข้าใจผู้ป่วยนี้จะช่วยเปลี่ยนช่วงเวลาของฝันร้ายให้กลายเป็นความทรงจำที่ดีของครอบครัวได้ไม่ยาก


วิธีการป้องกัน

เปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตเพื่อป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ด้วยวิธีต่อไปนี้อาจช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ 

- หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  สามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือชะลอการดำเนินโรคของผู้ป่วยได้ 

- รับประทานอาหารประเภทผักและผลไม้สด, ธัญพืช, น้ำมันมะกอก, ถั่ว, ปลา, สัตว์ปีกในปริมาณปานกลาง, ไข่, และผลิตภัณฑ์จากนม, ไวน์แดงในปริมาณปานกลาง และรับประทานเนื้อแดงในปริมาณน้อย

- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับที่ดีนั้นสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์และมีความเกี่ยวข้องกับการกำจัดสาร amyloid ออกจากสมอง ควรนอนหลับสนิท 7-8 ชั่วโมงต่อคืน


ที่มา : คัดย่อจาก th.wikipedia.org , www.bumrungrad.com

---------------------------

รู้จักกับถั่วดาวอินคา...พืชมหัศจรรย์จากป่าอเมซอน

จากงานวิจัยหลายๆสถาบันระบุชัดว่าน้ำมันถั่วดาวอินคา อุดมไปด้วยกรดไขมันจำเป็น ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้อย่าง กรดโอเมก้า 3, 6, 9 ในปริมาณที่สูง  โดยเฉพาะโอเมก้า 3 พบในปริมาณที่สูงมาก ซึ่งปกติแล้วโอเมก้า 3 เราจะพบได้ในปลาทะเล และปลาน้ำจืดบางชนิด แต่แทบไม่น่าเชื่อว่าจากผลการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์พบว่า น้ำมันถั่วดาวอินคามีปริมาณโอเมก้า 3 สูงกว่าที่พบในปลาแซลมอนถึงประมาณ 12 เท่า จึงได้รับขนานนามว่า โอเมก้าบนดิน  นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยไอโอดีน, วิตามินเอ และวิตามินอี จึงเป็นอีกหนึ่งอาหารสุขภาพที่ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง


คุณประโยชน์ของน้ำมันถั่วดาวอินคา


  - ช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด น้ำมันถั่วดาวอินคาช่วยลดไขมันชนิด LDL และเพิ่มไขมันชนิด HDL ซึ่งไขมันร้าย(LDL) เป็นไขมันที่จะเกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือด ทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดไม่ดีและเกิดปัญหาไขมันอุดตันในเส้นเลือดทำให้หัวใจต้องทำงานหนักและทำให้เกิดโรคหัวใจตีบได้ ส่วนไขมันดี(HDL)จะทำหน้าที่เก็บขยะหรือคราบไขมันตามผนังหลอดเลือดทำให้ผนังหลอดเลือดสะอาดและช่วยให้ไขมันไตรกลีเซอไรด์ลดน้อยลง

   - ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง  เมื่อระดับไตรกลีเซอไรด์ในร่างกายน้อยลง ก็ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและการเกิดโรคหัวใจ ช่วยให้ระบบเลือดหมุนเวียนได้ดีไม่มีปัญหาหลอดเลือดอุดตัน

   - ป้องกันและบรรเทาการเกิดโรคเบาหวาน โดยโอเมก้า3 จะช่วยลดการอักเสบของตับอ่อน อวัยวะที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับสมดุล ช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานอาการดีขึ้น

   - ป้องกันและบรรเทาอาการปวดไมเกรน ด้วยโอเมก้า3 จะช่วยให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นตัวมากขึ้น ช่วยบำรุงระบบประสาททำให้ไม่ต้องทนทรมานกับอาการปวดไมเกรนอีกต่อไป

   - ช่วยบรรเทาอาการโรคภูมิแพ้ โดยช่วยลดอาการอักเสบ เพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกายให้สามารถต่อสู้กับกลุ่มเชื้อโรค หรือสารแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายได้เป็นอย่างดี

   - ช่วยบำรุงสายตาและระบบประสาทเนื่องจากมีวิตามิน A และ วิตามิน E สูง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือติดมือถือ ลดความเสี่ยงในการเกิดต้อกระจกและต้อเนื้อ รวมถึงโรคกระจกตาอักเสบ

   -  โรคสะเก็ดเงินที่ทำให้ผิวแห้งและคัน น้ำมันดาวอินคาจะช่วยให้ผิวชุ่มชื้น บรรเทาอาการคันและป้องกันไม่ให้เกิดแผลเป็น

   -  โรคข้ออักเสบ รูมาตอยด์ ที่มีอาการปวดเรื้อรัง มีงานวิจัยพบว่าการรับประทานน้ำมันดาวอินคาควบคู่กับยาตามแพทย์สั่ง จะช่วยลดการอักเสบและความเจ็บปวดได้ดีกว่า

   - ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ ในกลุ่มผู้สูงอายุ ช่วยพัฒนาระบบประสาทและความจำในเด็กวัยเจริญเติบโต

   - สตรีที่มีอาการปวดประจำเดือนเป็นประจำ การรับประทานน้ำมันดาวอินคาอย่างต่อเนื่องหรือก่อนมีประจำเดือนประมาณ 10-15 วัน จะช่วยให้อาการปวดประจำเดือนน้อยลง โดยการไปช่วยลดการหดตัวของมดลูกและลดการอักเสบ ทำให้ไม่ต้องทรมานกับอาการปวดและไม่ต้องรับประทานยาแก้ปวดที่เป็นอันตรายต่อตับอีกต่อไป

----

ด้วยความปรารถนาดีจาก

IMMOR น้ำมันถั่วดาวอินคาสกัดเย็น

Related Blogs


ถั่วดาวอินคา พืชมหัศจรรย์จากป่าอเมซอน
1992

ถั่วดาวอินคา พืชมหัศจรรย์จากป่าอเมซอน

ถั่วดาวอินคา หรือ Sacha Inchi เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดมาจากป่าอะเมซอน ประเทศเปรู พบว่าพืชชนิดนี้มีอายุมากว่า 3,000ปีแล้ว เมล็ดของถั่วดาวอินคาเป็นรูปไข่ มีสีน้ำตาลเข้ม Read More

Related Products


น้ำมันถั่วดาวอินคาสกัดเย็น

น้ำมันถั่วดาวอินคาสกัดเย็น

น้ำมันถั่วดาวอินคาสกัดเย็น- น้ำมันถั่วดาวอินคา 60 แคปซูล 1 กล่อง อย.เลขที่ 19-1-15653-1-0100 ขนาดบรรจุ 60 แคปซูล (500 มก.)

฿ 580.-

Visitor

Online: :

1

Today: :

17

Month: :

401

All:

401

gratis Besucherstatistiken